ปัจจัยของการเลือกใช้วัสดุฟาซาด (Façade) ที่นักออกแบบต้องรู้!

ในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าฟาซาด (Facade) หรือเปลือกอาคาร เป็นส่วนสำคัญสำหรับการออกแบบงานสถาปัตยกรรม ทั้งกับงานอาคารหรือบ้านพักอาศัย ทำให้มีวัสดุต่างๆ มากมาย ที่สามารถนำมาตกแต่งเป็นฟาซาดได้ ตัวอย่างเช่น อลูมิเนียม กระจก บล็อกช่องลม เหล็ก วัสดุทดแทนธรรมชาติ ปลูกสวนแนวตั้ง หรือการผสมผสานวัสดุที่หลากหลายเข้าด้วยกัน

โดยเราสามารถแบ่งลักษณะของฟาซาดได้เป็น 2 ประเภท คือ ‘Double-Skin Façade’ ที่มีองค์ประกอบของผนังที่เพิ่มออกมาอีกชั้นหนึ่ง จากผนังหลักของอาคารด้านใน โดยใช้โครงสร้างเหล็กหรืออลูมิเนียมสำหรับการรับน้ำหนักของวัสดุตกแต่งที่เพิ่มเข้ามา เช่น ระแนงไม้ ตะแกรงเหล็ก หรือแผ่นผนังตกแต่งต่างๆ

ส่วนประเภทที่สอง ก็คือ ‘Building Form Façade’ ที่เป็นการออกแบบให้ผนังหลักของอาคาร ทำหน้าที่เป็นเปลือกอาคารโดยตรง โดยมีลักษณะของระนาบผนังให้เป็นหนึ่งเดียวกันกับอาคาร ซึ่งทำให้การเลือกใช้วัสดุปิดผิว จะต้องมีความแข็งแรงทนทาน มีความความสวยงามและกลมกลื่นไปกับรูปทรงของตัวอาคารได้ดี เช่น คอนกรีต ไม้ เหล็ก หรืออลูมิเนียม

แต่ถึงแม้จะเป็นฟาซาดประเภทไหน ก็จะมีปัจจัยบางอย่าง ที่นักออกแบบควรคำนึงถึง สำหรับการออกแบบฟาซาดให้งานสถาปัตยกรรม ซึ่งหากพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ เหล่านี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว การเลือกใช้งานวัสดุฟาซาด จะตอบโจทย์การออกแบบได้ดียิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

เป็นหน้าเป็นตาให้กับอาคาร

แน่นอนว่าสิ่งแรกๆ ที่นักออกแบบหรือแม้แต่เจ้าของโครงการ ต้องพิจารณาสำหรับงานออกแบบฟาซาด ก็คือเรื่องของ ‘ความสวยงาม’ ซึ่งหลักๆ แล้วต้องขึ้นอยู่กับแนวคิดในการออกแบบโดยรวมของอาคาร ซึ่งมีทั้งสไตล์แบบทันสมัย ร่วมสมัย คลาสสิค หรือเน้นเข้าถึงธรรมชาติ ก็จะถูกสื่อสารผ่านการเลือกรูปแบบของวัสดุฟาซาด เพื่อช่วยเพิ่มความชัดเจนให้กับภาพลักษณ์ของอาคาร

ซึ่งในปัจจัยนี้ จะมีผลกับการเลือกรูปแบบที่ใช้งาน เฉดสี พื้นผิว และลักษณะการติดตั้ง ของวัสดุฟาซาดเป็นหลัก ซึ่งต้องมีความยืดหยุ่น ตัดแต่งหรือดัดแปลงได้ง่าย แต่ก็ต้องมีความคงทนแข็งแรง สามารถปกป้องผิวอาคารได้จากทุกสภาพอากาศ อย่างอย่างเช่น การฉลุลวดลายต่างๆ ลงบนแผ่นอลูมเนียม ซึ่งอาจสื่อสารถึงแบรนด์ขององค์กร หรือรูปแบบต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับการใช้งานภายใน ก็จะช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่น่าจดจำให้กับผู้ที่ผ่านไปมา และสื่อสารถึงแนวคิดที่ชัดเจนงานออกแบบได้

ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

แน่นอนว่าประโยชน์หลักๆ ของวัสดุตกแต่งฟาซาดก็คือการปกป้องผิวอาคาร และผู้ที่ใช้งานภายในอาคาร ซึ่งอาจต้องการรูปแบบของฟาซาดที่แตกต่างกันออกไป เช่น มีบางพื้นที่ที่ต้องการให้แสงสว่างเข้าถึงเพียงพอ และอากาศถ่ายเทได้เต็มที่ อย่างพื้นที่ส่วนโถง พื้นที่ทำงาน หรือสวนสีเขียว แต่พื้นที่บางส่วนก็ต้องการส่วนปิดทึบ เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว อย่างเช่น ห้องสัมมนา ห้องประชุม หรือพื้นที่ส่วนพักผ่อนของผู้บริหาร เป็นต้น ซึ่งหากฟาซาดเป็นองค์ประกอบเดียวกันกับผนังอาคารแล้ว อาจใช้วิธีการออกแบบเป็น ผนังอิฐ คอนกรีต กระจก หรืองานออกแบบครีบอาคาร (Fin) ซึ่งจะตอบโจทย์การใช้งานได้ดีขึ้น

หรือหากติดตั้งฟาซาดเป็นผนังชั้นที่สอง (Double Skin Façade) ก็จะเกิดช่องว่างระหว่างผิวอาคารกับวัสดุตกแต่ง ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ในการระบายอากาศ ช่วยลดความร้อนและกรองแสงแดด ที่จะเข้ามาปะทะกับตัวอาคารโดยตรง ช่วยลดภาระเรื่องความร้อนให้กับผนังหลักของอาคาร ลดการเสื่อมสภาพของวัสดุประสานรอยต่อต่างๆ รวมไปถึงวัสดุตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ภายในอาคารได้ด้วย

ส่วนประโยชน์ทางอ้อมของการเลือกใช้วัสดุฟาซาดที่เหมาะสม นอกจากสร้างภาพจำที่ดี ที่สามารถนำไปบอกต่อได้แล้ว ยังสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งส่งผลไปถึงสุขภาพกายและใจที่ดีในการใช้งานภายในอาคาร (หรือบ้าน) ทั้งเรื่องของอุณหภูมิ ความสว่าง หรือคุณภาพของเสียง เพราะหากภายในอาคารมีบรรยากาศที่เหมาะสม ก็จะส่งผลไปถึงสภาวะทางด้านจิตใจที่ดีด้วย รวมไปถึงช่วยลดการใช้พลังงานภายที่ไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น หากติดตั้งฟาซาดในตำแหน่ง ทิศทาง และรูปแบบที่เหมาะสม จะช่วยลดพลังงานของเครื่องปรับอากาศ หรือระบบไฟส่องสว่างของอาคารลงได้

ใช้งานได้ตลอดไป อุ่นใจกว่า

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือเรื่องความทนทานของวัสดุ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาตั้งแต่การผลิตที่ได้มาตรฐานจากโรงงาน กระบวนการขนส่ง และการติดตั้งที่ได้มาตรฐาน ซึ่งในปัจจุบัน ระบบการก่อสร้างแบบสำเร็จรูป (Prefabrication) หรือการผลิตแบบสำเร็จรูปจากโรงงาน แล้วนำมาประกอบที่หน้างานอย่างรวดเร็ว กำลังได้รับการยอมรับมากขึ้น เนื่องจากสามารถควบคุมการผลิตและการติดตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากการวางแผนงานที่ชัดเจนในทุกขั้นตอน

เช่นเดียวกันกับการเลือกใช้งานวัสดุฟาซาด ซึ่งสามารถใช้งานได้กับอาคารหลากหลายประเภท ทั้งอาคารสร้างใหม่ หรืออาคารประเภทปรับปรุง-ต่อเติม ซึ่งความยาก-ง่าย และความรวดเร็วในการติดตั้งนั้นมีส่วนสำคัญ รวมไปถึงน้ำหนักของวัสดุ ที่ต้องมายึดติดกับโครงสร้างหลัก หรือโครงสร้างที่เพิ่มเติมไปจากอาคารเดิม ก็ต้องผ่านการคำนวนอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เหมาะสมกับประเภทการใช้งาน ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายให้กับโครงสร้างของอาคารได้ในอนาคต

ส่วนอีกปัจจัยหนึ่งหากต้องการให้วัสดุฟาซาด สวยงามคู่ไปกับอาคารได้ยาวนาน ก็คือเรื่องของอายุการใช้งาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของวัสดุ (ซึ่งสภาพอากาศของบริบทโดยรอบก็มีผลกับเรื่องนี้พอสมควร) รวมไปถึงเรื่องกระบวนการบำรุงรักษาที่สามารถทำได้ง่าย และการปรับเปลี่ยนได้หากมีการชำรุดเสียหาย ตัวอย่างเช่น การใช้งานวัสดุที่เป็นแผ่นสำเร็จรูปอย่าง Aluminium Composite Panel ที่สามารถปรับเปลี่ยนตัวแผ่นได้สะดวกรวดเร็ว มีพื้นผิวที่ทำความสะอาดได้ง่าย รวมไปถึงการรับประกันเรื่องสีเคลือบ และอายุการใช้งานที่ยาวนาน ทำให้การเลือกใช้วัสดุฟาซาดมีความคุ้มค่ากับการใช้งาน และสร้างประโยชน์ให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ในระยะยาว

และในอีกมุมหนึ่ง วัสดุฟาซาดก็มีความท้าทายมุมมองด้านความสวยงามของนักออกแบบ ที่ต้องข้ามขีดจำกัดของวัสดุ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานได้ตามจินตนาการ ผสมผสานไปกับคุณประโยชน์ในด้านอื่นๆ ที่ช่วยสร้างมูลค่าให้กับอาคารและผู้ใช้งาน เพื่อตอบโจทย์ของคำว่า ‘เปลือกอาคาร’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ



ADDRESS

FAMELINE PRODUCTS CO.,LTD.
35/11 Phisak Road
Dokmai Prawet
Bangkok 10250
Thailand

TELEPHONE

HEAD QUARTER : +66 2365 5899
OVERSEAS DEP. : +668 6599 7242

E-MAIL

info@fameline.com

FACEBOOK

famelinegroup

2020 FAMELINE PRODUCTS CO.,LTD.